เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2026 Diginex ประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์มตรวจสอบสถานะห่วงโซ่อุปทานรุ่นปรับปรุง บริษัทระบุว่าแพลตฟอร์มมีเป้าหมายรวบรวมข้อมูลผู้จัดหาที่กระจัดกระจายให้เป็นกระบวนการเดียว ตั้งแต่การทำแผนที่ผู้จัดหาหลายระดับและการระบุความเสี่ยง ไปจนถึงการติดตามมาตรการแก้ไขและบันทึกผลลัพธ์
ในด้านตลาด Diginex อ้างการคาดการณ์ของ Verdantix ว่าตลาดซอฟต์แวร์ความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 29% และมีมูลค่าเกิน 7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2029 ตัวเลขนี้เป็นการคาดการณ์ของบริษัทวิจัย ไม่ใช่มูลค่าตลาดหรือรายได้ที่แพลตฟอร์มทำได้แล้ว
สี่ขั้นตอนการทำงานที่แพลตฟอร์มนำเสนอ
| ขั้นตอน | ฟังก์ชันแพลตฟอร์ม | ประโยชน์ด้านการจัดการ |
|---|---|---|
| สร้างแผนผังผู้จัดหา | จัดความสัมพันธ์ของผู้จัดหาหลายระดับ | ช่วยระบุจุดในห่วงโซ่คุณค่าที่อยู่นอกเหนือผู้จัดหาโดยตรง |
| เปรียบเทียบข้อมูลและระบุความเสี่ยง | ตรวจสอบไขว้ข้อมูลที่บริษัทแจ้ง ความเห็นจากพนักงาน และข้อมูลบุคคลที่สาม | ระบุความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม หรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ต้องตรวจสอบเพิ่ม |
| ประสานการแก้ไข | จัดการแผนการดำเนินการแก้ไขร่วมกับผู้จัดหา | ติดตามผู้รับผิดชอบ ความคืบหน้า และหลักฐานการปรับปรุง |
| เก็บบันทึกการจัดการ | เก็บบันทึกที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่พบประเด็นจนยืนยันการแก้ไข | สนับสนุนการทบทวนกระบวนการตรวจสอบสถานะและการจัดเตรียมหลักฐาน |
ข้อมูลข้างต้นเป็นคำอธิบายฟังก์ชันผลิตภัณฑ์จาก Diginex คุณภาพข้อมูลจริง ประสิทธิผลของการระบุความเสี่ยง และผลการแก้ไขควรประเมินตามขอบเขตการใช้งาน แหล่งข้อมูล และผลลัพธ์จริง
กำหนดเวลาและขอบเขตกฎหมาย EU สองฉบับแตกต่างกัน
รายงานสื่อเชื่อมโยงการเปิดตัวแพลตฟอร์มกับความต้องการด้านกฎระเบียบห่วงโซ่อุปทานของ EU อย่างไรก็ตาม CSDDD และข้อห้ามสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับเป็นเครื่องมือทางกฎหมายคนละฉบับ มีขอบเขตและข้อกำหนดต่างกัน จึงไม่ควรนำมาปะปนกัน
| ข้อกำหนด | กำหนดเวลาปัจจุบัน | ประเด็นสำคัญสำหรับธุรกิจ |
|---|---|---|
| CSDDD (คำสั่งว่าด้วยการตรวจสอบสถานะด้านความยั่งยืนขององค์กร) | หลังแก้ไขในปี 2026 ประเทศสมาชิกต้องถ่ายโอนคำสั่งเป็นกฎหมายภายในภายในวันที่ 26 กรกฎาคม 2028 และกฎจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2029 ข้อกำหนดรายงานประจำปีที่เกี่ยวข้องมีกำหนดการแยกต่างหาก | บริษัทขนาดใหญ่ที่อยู่ในขอบเขตต้องระบุและจัดการผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมบางประการในกิจการของตน บริษัทย่อย และห่วงโซ่กิจกรรม ไม่ได้ทำให้ผู้จัดหาทุกรายเป็นผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง |
| ข้อห้ามสินค้าจากแรงงานบังคับของ EU (Regulation (EU) 2024/3015) | มีผลตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2027 | ห้ามนำผลิตภัณฑ์ที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับมาวางจำหน่ายหรือจัดหาในตลาด EU หรือส่งออกจาก EU ข้อห้ามนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่อยู่ภายใต้ CSDDD |
ดังนั้น บริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่คุณค่าของกิจการขนาดใหญ่อาจได้รับคำขอข้อมูลหรือข้อกำหนดปรับปรุง ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับการที่บริษัทนั้นอยู่ในขอบเขตกฎหมายของ CSDDD โดยตรงหรือไม่ ส่วนข้อห้ามสินค้าแรงงานบังคับต้องประเมินว่าผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับหรือไม่และมีเส้นทางเข้าสู่หรือออกจากตลาด EU อย่างไร รวมถึงเงื่อนไขอื่นที่ใช้บังคับ
ข้อมูลและกระบวนการที่ธุรกิจจัดเตรียมได้ก่อน
- ทำข้อมูลห่วงโซ่อุปทานหลายระดับ: เริ่มจากวัตถุดิบสำคัญ ผู้จัดหาหลัก แหล่งกำเนิด และขั้นตอนแปรรูป ทำเครื่องหมายระดับที่ยังมองไม่เห็นและช่องว่างข้อมูล
- ใช้แหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบได้ในการระบุความเสี่ยง: แยกข้อมูลที่ผู้จัดหารายงานเอง ความเห็นพนักงาน บันทึกการตรวจประเมิน และข้อมูลบุคคลที่สาม พร้อมบันทึกวันที่ ขอบเขต และสถานะการตรวจสอบ
- เชื่อมความเสี่ยงกับการแก้ไขและการเยียวยา: กำหนดผู้รับผิดชอบ กำหนดเสร็จ หลักฐานการปรับปรุง และวิธีตรวจสอบ หากเกี่ยวข้องกับสิทธิแรงงาน ให้ประเมินความปลอดภัยและความต้องการเยียวยาของผู้ได้รับผลกระทบด้วย
- แยกจัดการข้อกำหนดตามลูกค้าและกฎหมาย: ตรวจสอบก่อนว่าบริษัทอยู่ในขอบเขตกฎหมายโดยตรงหรือไม่ แล้วจึงระบุข้อกำหนดอื่นจากสัญญาลูกค้า นโยบายห่วงโซ่อุปทาน หรือการนำสินค้าเข้าสู่ตลาด EU
ซอฟต์แวร์ช่วยรวมข้อมูลและติดตามกระบวนการได้ แต่ไม่แทนที่ความรับผิดชอบของบริษัทในการประเมินความเสี่ยง ร่วมมือกับผู้จัดหา และบริหารผลการแก้ไข
แหล่งข้อมูล
- ESG News, Diginex Launches Supply Chain Due Diligence Platform for $7 Billion Market
- Diginex, ข่าวเปิดตัวแพลตฟอร์ม 29 กันยายน 2026
- Verdantix, Supply Chain Sustainability Software Market To Surpass $7 Billion In 2029
- European Commission, การตรวจสอบสถานะความยั่งยืนขององค์กร: กำหนดเวลาและขอบเขตที่แก้ไข
- EUR-Lex, Regulation (EU) 2024/3015: ข้อห้ามสินค้าจากแรงงานบังคับมีผลตั้งแต่ 14 ธันวาคม 2027
